หน้าที่ของ Power Supply

คอมพิวเตอร์ต้องใช้ไฟฟ้าจึงจะทำงานได้ แต่การที่จะนำส่วนต่างๆ ไปต่อกับปลักไฟโดยตรง จัดเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างยิ่ง ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีตัวกลางคอยช่วยเหลือ ซึ่งก็คือ Power Supply นั่นเอง จุดมุ่งหมายของ Power Supply ก็คือการแปลกระแสไฟฟ้าจากปลักไฟ ไปเป็นโวเตจที่ชิ้นส่วนต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ ดังนั้นเมื่อเชื่อมต่อกับไฟฟ้าที่มีแรงดัน 220 โวลต์ เข้าหา Power Supply แล้ว สิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือชุดของแรงดันไฟฟ้ามาตรฐานที่สามรถจัดการได้ง่ายกว่า นอกจากนี้ Power Supply ยังมีหน้าแปลงไฟฟ้ากระแสสลับไปเป็นไฟฟ้ากระแสตรงอีกด้วย เนื่องจากไฟฟ้ากระแสตรงใช้ชิ้นส่วนไฟฟ้าต่างๆ ได้ง่ายกว่า 

แรงดันไฟฟ้าที่สำคัญที่สุด 3 ระดับที่ Power Supply สามารถสร้างออกมาให้ใช้อยู่ก็คือ +3.3V, +5V และ +12V  โดยที่เอาต์พุทแบบ +3.3V และ +5V มักใช้กับพวกชิปต่างๆ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในคอมพิวเตอร์ ในขณะที่เอาต์แบบ +12V ใช้กับกลไกในฮาร์ดดิสก์ ไดร์ฟซีดีรอมหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน ถ้าหากมีเอาต์พุทแค่สองแบบน่าจะสะดวกมากกว่า นั่นก็คืออันนึงสำหรับส่วนที่เป็นกลไกและอีกส่วนนึงสำหรับส่วนที่เป็นชิป แต่ปัญหาก็คือเมื่อมีการเปิดตัวมาตรฐานใหม่ๆ ใดออกมา มาตราฐานนั้นมักต้องมีความเข้ากันได้กับเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ 

อย่างไรก็ตามเดี๋ยวนี้ชุดจ่ายไฟแบบ +12V ไม่ได้ใช้กับอุปกรณ์พวกที่เป็นกลไกเพียงอย่างเดียว บรรดาซีพียูรุ่นใหม่ รวมไปถึงพวกกราฟิกการ์ดที่มีความเร็วสูงก็มีความต้องการแรงดันไฟฟ้า +12V เพิ่มขึ้นมาด้วย

บริเวณด้สนหลังของ Power Supply นอกจากจะมีตัวคอนเน็คเตอร์สำหรับต่อสายไฟ AC แล้ว ยังจะเจอสวิทช์สำหรับเลือกใช้ขนาดแรงดันไฟฟ้าระหว่าง 110V และ 220V ด้วย สวิทช์ดังกล่าวมีอยู่เพื่อช่วยให้สามารถใช้ Power Supply ในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่ใช้ไฟ 110V ได้ด้วย แต่ก็มีPower Supply อีกหลายรุ่นที่ไม่ต้องใช้สวิทช์ดังกล่าว เนื่องจากสามารถเลือกโวลเตจที่เหมาะสมได้เอง เทคโนโลยีแบบนี้ในบางครั้งเรียกว่า “Wide Input Voltage” ก็มี

และเพื่อทำให้ตัว Power Supply สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวมันเองก็จำเป็นต้องมีระบบระบายความร้อนบางอย่างด้วย ซึ่งโดยปกติระบบระบายความร้อนของ Power Supply ก็จะประกอบไปด้วยฮีตซิงค์และพัดลม โดยพัดลมก็จะทำหน้าที่สร้างอากาศหมุนเวียนผ่าน Power Supply และใน Power Supply รุ่นใหม่ๆ ที่มีความทันสมัย พัดลมจะทำงานโดยขึ้นอยู่กับอุณหภูมิเป็นหลัก เช่น ถ้ามีความร้อนเพิ่มขึ้นความเร็วรอบในการหมุนของพัดลมก็จะสูงขึ้น และเมื่ออุณหภูมิลดลงความเร็วรอบในการหมุนของพัดลมก็จะลดลงด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ถูกพัฒนาออกมาเพื่อช่วยลดเสียงรบกวนในการทำงาน

จัดทำโดย : น.ส.สิรินดา วิสาขะ  63351049